นักพัฒนาเกมวิพากษ์วิจารณ์ Sony ในเรื่องที่ขอให้ดำเนินการตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่กำหนดในการวางขายเกมบน PlayStation Store ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวคือการที่นักพัฒนาต้องจ่ายเงินเป็นจำนวน $25,000 ให้กับ Sony และต้องลดราคาเกมที่จะวางขายลง 30% อีกด้วย ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้รับประกันว่าเกมของพวกเขาจะโชว์บนหน้าร้านค้าของ PlayStation Store

ในพาดหัวข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีข่าวว่า Sony ได้เข้าซื้อกิจการของสตูดิโอเกมหลายรายรวมถึงเพิ่มสตูดิโอเกมพัฒนาเกมของบริษัทและนักพัฒนาอีกหลายคนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งดูเหมือนเป็นการส่งสัญญาณการเริ่มต้นการต่อสู้ระหว่างสองค่ายคอนโซลหลักโดยอีกฝ่ายก็คือเครื่อง Xbox ของทาง Microsoft ที่เพิ่งจะเข้าซื้อกิจการของ Bethesda Studios ซึ่งได้รับการคาดหวังอย่างสูงมากสำหรับ Fallout และ The Elder Scrolls ส่วนทางฝั่ง Sony ก็ยังไม่มีความแน่นอนสำหรับ Bluepoint Studios ว่าจะยอมถูกควบรวมหรือไม่ ถึงในตอนนี้ทั้งสองกำลังทำงานร่วมกันแล้วในหลายโปรเจ็กต์ก็ตาม แต่จำนวนของสตูดิโอที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้นักพัฒนาพยายามหาช่องทางวางขายเกมของตนบนแพลตฟอร์มยอดนิยมเหล่านี้มากขึ้น ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจและถูกเปิดเผยออกมาก็คือ Sony นั้นมีเงื่อนไขเรียกเก็บเงินและบังคับลดราคาเกมที่จะวางขายใน PlayStation Store นั่นเอง
Forbes รายงานว่านักพัฒนาเกมรายหนึ่งที่ชื่อ Iain Garner ผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอเกม Neon Doctrine Garner ได้วิจารณ์โจมตี Sony ผ่าน Twitter อย่างเป็นทางการของเขาเมื่อเช้านี้ โดยเขาระบายว่าการร่วมงานกับ Sony นั้นยากเพียงใด โดยที่เขาไม่ได้ระบุชื่อ Sony โดยตรงแต่จะเรียกว่า Platform X ซึ่งตัวเขา Garner ทำให้ชัดเจนว่า “Platform X” นั้นไม่ใช่ทั้ง Microsoft และ Nintendo โดยที่เขากล่าวถึงข้อกำหนดและเงื่อนไขหลายอย่างที่นกพัฒนาต้องทำตามเพื่อจะวางขายเกมของเขาบนหน้าร้านได้ แต่ที่เขารู้สึกไม่พอใจอย่างมากก็คือ 2 ข้อที่ดูเหมือนจะเอาเปรียบนักพัฒนาเกมมากจนเกินไป ประการแรกที่เขาเปิดเผยก็คือ “คือการชำระค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 25,000 เหรียญ” และประการที่สอง เขากล่าวว่า “นักพัฒนาต้องตกลงที่จะลดยอดขาย 30% ด้วย”
โอเค. ผมบ้าพอที่จะเผาสะพานบางสะพานทิ้ง เพราะบอกตามตรงว่าไม่เข้าใจเหตุผลของสะพานนั่นว่ามันคืออะไร
นี่คือหัวข้อเกี่ยวกับ Platform X. ผมจะไม่บอกหรอกนะว่า Platform X คืออะไรแต่มันเป็นคอนโซลที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก และไม่มี Games Pass!

ลิงค์เต็มใน twitter https://twitter.com/NeonIain
การต่อสู้อย่างต่อเนื่องระหว่าง Microsoft และ Sony ส่งผลให้ทั้งสองบริษัทใช้แนวทางการดำเนินงานและธุรกิจที่หลากหลายเพื่อเพิ่มผลกำไรให้สูงที่สุด กลวิธีจาก Sony นี้ช่วยให้บริษัททำเงินได้มากขึ้นพร้อมๆ กับมองหาผู้มีความสามารถหน้าใหม่จากสตูดิโอ Indie ของตัวเองได้พร้อมกัน ถึงอย่างไรดูเหมือนว่าการปรับค่าธรรมเนียมครั้งนี้ของ Sony นั้น ก็มาพร้อมกับ การมอบความรู้ด้านการตลาดและทรัพยากรจำนวนมหาศาลของสตูดิโอ ลงในร้านค้าอย่างเป็นทางการของ PlayStation เพื่อให้นักพัฒนานำไปใช้ได้ด้วยซึ่งแน่นอนว่ามันมีค่ามากกว่าค่าธรรมเนียมที่พวกเขาจ่ายไปเสียด้วยซ้ำ แต่การที่นักพัฒนาเกมบางคนจะรู้สึกผิดหวังกับมาตรการนี้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เช่นเดียวกัน
จากเรื่องนี้ทำให้นักเล่นเกมได้ทราบเรื่องเบื้องหลังของการพัฒนาเกมสำหรับ Studio เล็ก ๆ ว่ามันยากเพียงใด ไม่ใช่แค่ความยากที่จะสร้างผลงานออกมาให้ดี การจะนำผลงานของตนมาวางขายในตลาดก็ยังมีความยากลำบากรออยู่อีกแถมยังต้องขายเกมให้ได้กำไรอีกด้วย การกระทำของ Sony ในเรื่องที่ต้องจ่ายค่าวางขายกับการบังคับให้ลดราคาเกมถือว่าเป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามอย่างมากถึงความเหมาะสม
ที่มา: https://screenrant.com








