ตลาดเล็ก ๆ ในเยอรมนีกลางศตวรรษที่ 16

บรรยากาศฝนพรำตั้งแต่เช้า ชาวบ้านยืนล้อมเป็นวงกลมกลางจัตุรัส กลิ่นไม้เปียกผสมกับควันจากกองไฟที่ยังไม่มอด หญิงสาวคนหนึ่งถูกมัดมือไว้ข้างหลัง สายตาเธอนิ่ง ไม่ใช่เพราะกล้า แต่เพราะเธอรู้บางอย่างที่คนรอบข้างไม่รู้ เธอเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น เธอรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ และในยุคนั้น การ “รู้มากเกินไป” คือหลักฐานที่ดีพอจะส่งใครก็ตามขึ้นเสา

นี่คือฉากเปิดที่หลายคนคาดว่า Ubisoft กำลังจะเล่าใน Assassin’s Creed Hexe

แต่กว่าจะได้เห็นฉากนั้นจริง คงต้องรออีกพอสมควร

ข่าวล่าสุด ปลายเดือนเมษายน 2026 Hexe เลื่อนอีกครั้ง และนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ข่าวที่กระเทือนชุมชนแฟน Assassin’s Creed มากที่สุดในช่วงนี้ มาจากรายงานของ Insider Gaming ที่เปิดเผยว่า Hexe ถูกถอดทีมพัฒนาออกไปถึง 50 คน และกรอบเวลาวางจำหน่ายขยับจากกลางปี 2027 ไปเป็นช่วงเทศกาลปลายปี 2027 แทน

แหล่งข่าวภายในยังบอกอีกว่า การลดทีมครั้งนี้เป็นความพยายาม “คุมงบประมาณ” ไม่ใช่การปิดโปรเจกต์ คนที่ถูกย้ายออกไม่ได้ถูกเลิกจ้าง แต่ย้ายไปยัง Interproject team ที่เป็นเหมือนพื้นที่พักของนักพัฒนาที่ยังไม่ได้รับมอบหมายโปรเจกต์ใหม่

แค่ไม่กี่เดือนก่อนหน้า Hexe ยังถูกพูดถึงในฐานะ “โปรเจกต์ที่พนักงาน Ubisoft ทุกคนอยากเข้าร่วม” และเป็นความหวังในแสงสว่างของบริษัทที่กำลังเผชิญวิกฤตหนักที่สุดในประวัติศาสตร์

แล้วทำไมโปรเจกต์ที่เนื้อหอมขนาดนั้นถึงต้องลดสเกลกะทันหัน

คำตอบอยู่ในตัวเลขทางการเงิน

ย้อนรอย Timeline กว่า Hexe จะมาถึงจุดนี้

2022 ความตื่นเต้นในวันที่ทุกอย่างยังเป็นไปได้

กันยายน 2022 บนเวที Ubisoft Forward บริษัทประกาศ Codename Hexe พร้อมกับ Codename Red ในคราวเดียวกัน

Teaser สั้น ๆ แค่ 30 วินาที ไม่มีตัวละคร ไม่มี gameplay มีเพียงสัญลักษณ์ Assassin ที่ทำจากแท่งไม้ตั้งอยู่กลางป่า ล้อมรอบด้วยอักษรเวทมนตร์แปลก ๆ มีเสียงต่ำ ๆ ที่หลายคนตีความว่าเป็นเสียง Isu artifact

ตอนนั้น Ubisoft บอกแค่ว่า “Hexe จะแตกต่างจากภาคที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ” และอยู่ในมือของ Ubisoft Montreal ซึ่งเป็นทีมเดียวกับที่สร้าง Black Flag และ Origins สองภาคที่แฟน ๆ ยกย่องว่าเป็นจุดสูงสุดของซีรีส์

ในเวลานั้น ทุกคนเชื่อว่าจะได้เล่นภายในไม่กี่ปี

2023 ถึง ต้น 2025 ความเงียบที่ดังกว่าคำพูด

หลังการประกาศ Hexe หายเข้าไปในเงา ไม่มี trailer ใหม่ ไม่มีบทสัมภาษณ์ผู้กำกับ ไม่มีการอัปเดตอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน Codename Red ที่ประกาศคู่กันถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Assassin’s Creed Shadows และเข้าสู่ pipeline การพัฒนาที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ถูกเลื่อนหลายครั้ง โดน controversy หลายรอบ จนในที่สุดได้ปล่อยในต้นปี 2025

ระหว่างนั้น Hexe ถูกพูดถึงในรูปแบบของข่าวลือเป็นหลัก Tom Henderson นักข่าววงในที่แม่นที่สุดของวงการ Ubisoft ค่อย ๆ ปล่อยข้อมูลทีละชิ้น Bloomberg ของ Jason Schreier ก็ออกมายืนยันบางส่วน ภาพรวมที่แฟนเริ่มต่อจิ๊กซอว์ได้ในตอนนั้นคือ เกมจะมีฉากอยู่ในช่วงปลายของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ในยุคที่การล่าแม่มดรุนแรงที่สุด

มีนาคม 2025 Shadows ออก แต่ไม่ได้ช่วยอะไรมาก

Assassin’s Creed Shadows ได้รับคำชมมากกว่าที่หลายคนคาด แต่ผลประกอบการกลับไม่ได้ทำให้ Ubisoft กลับมามีลมหายใจดีขึ้น

ในปีการเงิน 2025 ถึง 2026 บริษัทบันทึก operating loss สูงถึง 1.3 พันล้านยูโร ซึ่งถือเป็นการขาดทุนรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท

ภายในเดือนเดียวกัน Ubisoft ตัดสินใจขายหุ้น 25% ในบริษัทลูกใหม่ ให้ Tencent ในมูลค่า 1.16 พันล้านยูโร โดยบริษัทลูกนี้รวมทีมพัฒนาแฟรนไชส์หลักทั้ง Assassin’s Creed, Far Cry และ Rainbow Six เอาไว้ในที่เดียว

แปลเป็นภาษาธรรมดาคือ Ubisoft ต้องการเงินสดอย่างเร่งด่วน และยอม “ขายส่วนสำคัญที่สุดของตัวเอง” ออกไปบางส่วนเพื่อความอยู่รอด

ปลาย 2025 ถึง ต้น 2026 Reset ครั้งใหญ่ และ Hexe กลายเป็นความหวัง

หลังการขาดทุนและดีล Tencent Ubisoft ประกาศ “major reset” ของบริษัท ปรับโครงสร้างทีมพัฒนาทั้งหมด ปรับ pipeline ของแฟรนไชส์หลัก และยกเลิกบางโปรเจกต์ที่ไม่เข้ากับทิศทางใหม่

หนึ่งในโปรเจกต์ที่ถูกยกเลิกคือ Alterra เกมแนว Animal Crossing ที่ Ubisoft พัฒนาอยู่ และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ AC ยุค American Civil War ที่อยู่ในมือทีมพัฒนาก็โดนตัดทิ้งเช่นกัน ด้วยเหตุผลทางการเมือง

ผลคือ Hexe กลายเป็น “เดิมพันเดียวของ Ubisoft” ในฐานะภาค AC แนวประวัติศาสตร์ที่จริงจัง ทีมงานถูกดึง Darby McDevitt นักเขียนระดับตำนานของซีรีส์ ผู้อยู่เบื้องหลังบทของ Black Flag และ Origins กลับมาเป็น Narrative Director Clint Hocking ผู้กำกับ Far Cry 2 และ Splinter Cell Chaos Theory ขึ้นมาเป็น Game Director

ในเวลานั้น Hexe ดูเหมือนจะกลายเป็น “โปรเจกต์ในฝัน” ของพนักงาน Ubisoft

แต่ไม่ถึงสองเดือนหลังจากนั้น ทุกอย่างก็เริ่มสั่นคลอน

เมษายน 2026 ปัจจุบัน 50 คนหายไป กรอบเวลาขยับอีกครั้ง

นี่คือจุดที่เรากำลังยืนอยู่ในตอนนี้

Hexe สูญเสียทีมพัฒนาไป 50 คน Tom Henderson รายงานว่ากรอบเวลาที่เคยตั้งไว้คือมิถุนายน 2027 ตอนนี้น่าจะขยับไปเป็นเทศกาลปลายปี 2027 แทน ซึ่งเข้ากับช่วงเวลาที่ Ubisoft ใช้ปล่อย AC ภาคหลักมาตลอดประวัติศาสตร์ และอาจตรงกับ การฉลองครบรอบ 20 ปีของซีรีส์ พอดี

ในมุมหนึ่ง การเลื่อนครั้งนี้อาจเป็นข่าวดี เพราะเปิดโอกาสให้ทีมขัดเกลาเกมให้สมบูรณ์ขึ้น

แต่ในอีกมุม นี่คือสัญญาณว่า Ubisoft ยังไม่หลุดจากวังวนของการเลื่อนเกมที่ทำมาตลอด 5 ปีหลัง

เกมจะหน้าตาเป็นอย่างไร เท่าที่รู้ตอนนี้

Elsa ตัวเอกที่ไม่ใช่นักฆ่าแบบที่เราคุ้น

จากข้อมูลที่ leak ใน Reddit ในกลุ่ม GamingLeaksAndRumours ตัวเอกของเกมชื่อ “เอลซ่า” หญิงสาวที่แม่ของเธอถูกประหารชีวิตในข้อหาเป็นแม่มด แรงจูงใจหลักของเรื่องคือการแก้แค้น และพล็อตจะวนกลับมาที่ความขัดแย้งดั้งเดิมของซีรีส์ระหว่าง Assassins กับ Templars อีกครั้ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ Elsa อาจไม่ได้เป็นนักฆ่าที่ “เลือกเส้นทางนี้” เธออาจเป็นเหยื่อที่บังเอิญมีพลังบางอย่าง และต้องใช้พลังนั้นเพื่อเอาตัวรอด

ในยุคที่ผู้หญิงคนหนึ่งไม่สามารถพกอาวุธในที่สาธารณะ ไม่สามารถเดินทางคนเดียว ไม่สามารถพูดในสิ่งที่ไม่ตรงกับที่ผู้มีอำนาจอยากได้ยิน การเป็นนักฆ่าจึงไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่

Gameplay ที่ทำใหม่หมด

หลังการ reset เมื่อต้นปี 2026 Henderson รายงานว่า Ubisoft กำลัง “redoing” ระบบ Combat ของเกมใหม่ทั้งหมด มีรายงานน่าตกใจว่าทีมพัฒนาถึงขั้น จ้าง contortionist หรือนักแสดงตัวอ่อน มาทำ motion capture เพื่อให้แอนิเมชั่นการเคลื่อนไหวมีความลื่นไหลแบบ “เหนือมนุษย์” ผิดไปจากระบบ RPG ที่ดูแข็งทื่อในภาคหลัง

โครงสร้างเกมเชื่อว่าจะเป็นแบบ linear มากขึ้น ใกล้เคียงกับ Mirage มากกว่า Valhalla หรือ Shadows แต่มีองค์ประกอบ open world ในระดับเล็ก ๆ ผสมอยู่ และโทนของเกมจะหันไปทาง psychological horror ไม่ใช่เวทมนตร์เต็มตัว

มีรายงานว่า Ubisoft กำลังพัฒนาต่อยอด ระบบ Fear System ที่เคยใช้ใน Jack the Ripper DLC ของ Syndicate ซึ่งเป็น DLC ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงแต่มี mechanic ที่น่ากลัวมาก ผู้เล่นจะใช้ความหวาดกลัวเป็นอาวุธหลัก ไม่ใช่ดาบ

Ezio กลับมา ในแบบที่ไม่ใช่ Time Travel

นี่คือข่าวลือที่แฟน ๆ ตื่นเต้นที่สุด

Tom Henderson เปิดเผยว่า Ezio Auditore จะปรากฏตัวใน Hexe ในฐานะ ครูฝึก ของ Elsa ซึ่งฟังดูเป็นไปไม่ได้ในแง่ของกาลเวลา เพราะ Ezio เสียชีวิตในปี 1524 ส่วน Hexe มีฉากในศตวรรษที่ 16 ตอนปลาย ห่างกันราว 50 ถึง 80 ปี

แต่ถ้ามองในแง่ของ AC lore นี่เป็นไปได้ทั้งหมด

เพราะ AC ใช้กลไก Animus มาตั้งแต่ภาคแรก ตัวละครยุคปัจจุบันสามารถ “เข้าถึง” ความทรงจำของบรรพบุรุษได้ และถ้า Elsa มีสายเลือดที่เชื่อมต่อกับ Ezio ในทางใดทางหนึ่ง การได้ “เห็น” Ezio สอนเธอผ่านความทรงจำที่ Apple of Eden เก็บไว้ ก็เป็นกลไกที่ Ubisoft เคยใช้มาแล้วใน AC Revelations

หรืออาจมีอีกความเป็นไปได้ที่หลายคนยังไม่กล้าพูดออกมา การที่ Ezio ถือ Apple of Eden นานหลายสิบปี อาจทำให้ consciousness ของเขาบางส่วน “ฝัง” อยู่ใน artifact นั้น และเมื่อ Elsa สัมผัสมัน เธอก็ได้พบกับ “Ezio ที่ยังคงอยู่”

นี่ไม่ใช่ time travel มันคือ digital ghost ที่ Isu สร้างไว้

บริบทประวัติศาสตร์ที่ทำให้ฉากนี้น่ากลัวกว่าฉาก AC ทุกภาคที่ผ่านมา

ยุคการล่าแม่มดในยุโรปกินเวลาตั้งแต่ราว ค.ศ. 1480 ถึง 1750 โดยช่วงรุนแรงที่สุดคือศตวรรษที่ 16 ถึง 17 ซึ่งเป็นฉากของ Hexe พอดี

ตัวเลขที่นักประวัติศาสตร์ประมาณการคือ มีผู้ถูกประหารด้วยข้อหาเป็นแม่มดประมาณ 40,000 ถึง 60,000 คน ทั่วยุโรป โดยเยอรมนีมีจำนวนสูงที่สุด เมืองบัมแบร์กถูกบันทึกว่าเป็นเมืองที่ฉาวโฉ่ที่สุดเรื่องนี้ น่าจะเป็นหนึ่งใน location สำคัญของเกม

แต่สิ่งที่ทำให้ยุคนี้เหมาะกับการเล่าเรื่องแบบ AC คือ การล่าแม่มดไม่ได้เป็นเรื่องของศาสนาอย่างเดียว มันเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่มี procedure ชัดเจน เป็นอุปาทานหมู่ของสังคมที่กลัวโรคระบาดและภัยแล้ง และเป็นเครื่องจักรกำจัดผู้หญิงนอกกรอบสังคมที่มีประสิทธิภาพที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป

ไม่มีฝ่ายไหน “ขาวสะอาด” จริง ๆ ชาวบ้านที่กลัวก็เป็นเหยื่อของระบบ นักบวชที่ล่าแม่มดบางคนก็เชื่อจริง ๆ ว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง ผู้พิพากษาเองก็ถูกกดดันจากโครงสร้างอำนาจที่ตัวเองหนีไม่พ้น

ความซับซ้อนแบบนี้คือสิ่งที่ Darby McDevitt เคยพิสูจน์มาแล้วใน Black Flag ที่พระเอกเป็นโจรสลัดที่ไม่ใช่คนดีตั้งแต่แรก ถ้าเขายังคงทำในแบบเดิม Hexe จะเป็น AC ภาคที่ “moral grey” ที่สุดเท่าที่ซีรีส์เคยมีมา

ยุคนี้ยังตรงกับช่วง การปฏิรูปศาสนาของ Martin Luther ความขัดแย้งระหว่าง Catholic กับ Protestant ทำให้โครงสร้างอำนาจของศาสนจักรอ่อนแอ และในสายตา AC lore นี่คือ power vacuum ที่ Templar Order จะเข้ามาฝังตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ คล้ายกับที่ Borgia เคยทำในยุค Renaissance ของอิตาลีในเกม AC2

ทำไม Elsa ถึงพิเศษ คำอธิบายจาก Lore ที่หลายคนยังไม่รู้

ในจักรวาล AC ไม่มี “เวทมนตร์” จริง ๆ ทุกสิ่งที่ดูเหนือธรรมชาติล้วนเป็นเทคโนโลยีของอารยธรรม Isu ซึ่งเป็นสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตขั้นสูงที่อาศัยอยู่บนโลกก่อนมนุษย์ราว 75,000 ปีก่อน Isu สร้างมนุษย์ขึ้นมาเป็นแรงงาน และฝังสิ่งที่เรียกว่า Pieces of Eden ไว้ทั่วโลก

มนุษย์ทุกคนมี Isu DNA อยู่ในระดับหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่มีต่ำกว่า 0.001% คนที่มี Isu DNA สูงพอจะสามารถใช้พลังพิเศษที่เรียกว่า Eagle Sense คือมองเห็นสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น รับสัญญาณจาก Pieces of Eden และในบางกรณี อ่านความทรงจำของคนรอบข้างได้

ถ้า Elsa มีพลังเหล่านี้ในยุคศตวรรษที่ 16 จะเกิดอะไรขึ้น

ชาวบ้านไม่มีทางเข้าใจคำว่า DNA พวกเขาไม่รู้จัก Isu พวกเขามีเพียงกรอบคำอธิบายเดียวสำหรับคนที่ “เห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น” คือ ปีศาจ แม่มด หรือพันธสัญญากับซาตาน

นี่คือ tragedy ที่แท้จริงของเรื่อง พลังของ Elsa ไม่ได้แข็งแกร่งพอจะปกป้องตัวเธอเองอย่างเปิดเผยได้ แต่แข็งแกร่งพอที่จะทำให้เธอถูกตามล่า

และถ้า leak ล่าสุดเป็นจริง ว่า Hexe จะ ลดทอนพลังเหนือธรรมชาติในเกมเพลย์ลง และหันไปเน้น psychological horror แทน หมายความว่าผู้เล่นเองอาจไม่แน่ใจตลอดทั้งเกมว่า สิ่งที่ Elsa เห็นคือ Isu technology จริง หรือเป็นแค่ความหวาดกลัวที่ครอบงำเธอเอง

ความไม่แน่ใจนี้แหละคือหัวใจของหนัง horror ที่ดี และถ้า Ubisoft ทำได้ดี Hexe จะเป็น AC ภาคที่ลึกที่สุดในแง่ของจิตวิทยา ไม่ใช่ในแง่ของขนาดแผนที่

บทวิเคราะห์ การเดิมพันก้อนสุดท้ายของ Ubisoft

ถ้าจะมองภาพรวมแบบไม่อ้อมค้อม สถานการณ์ของ Ubisoft ตอนนี้คือ การพยายามรักษาชีวิตให้ผ่านปีนี้

Far Cry ภาคใหม่ และ Ghost Recon ที่เปลี่ยนเป็น FPS ทั้งคู่อยู่ในกรอบเวลา 2027 ถึง 2029 ซึ่งหมายความว่ารายได้หลักของบริษัทในปี 2026 จะมาจาก Black Flag Resynced เพียงเกมเดียว เกม remake ที่เน้นตลาดแฟนเก่าและจีน ไม่ใช่เกมใหม่ที่จะดึงลูกค้าใหม่เข้ามา

Hexe จึงไม่ใช่แค่ “เกมต่อไป” มันคือคำตอบว่า Ubisoft ในรูปแบบเดิมยังมีที่ยืนในตลาดเกมยุคใหม่หรือไม่

ความเสี่ยงที่ Ubisoft ต้องเผชิญมีหลายชั้น

ชั้นแรก คือความเสี่ยงด้านการพัฒนา การเปลี่ยน combat ใหม่ทั้งหมดในช่วง 18 เดือนสุดท้ายก่อนปล่อย คือสัญญาณเตือนที่ทุกคนในวงการเข้าใจดี การจ้าง contortionist มาทำ motion capture ฟังดูสร้างสรรค์ แต่ก็แปลว่า ระบบเดิมไม่ผ่าน internal review

ชั้นที่สอง คือความเสี่ยงด้าน fanbase ของซีรีส์เอง แฟน AC แบ่งเป็นสองค่ายชัดเจน ค่ายหนึ่งอยากกลับไปสู่ราก stealth แบบดั้งเดิม อีกค่ายติด RPG progression แบบ Valhalla และ Odyssey ไปแล้ว Hexe ที่บอกว่าจะ “linear” จะเอาใจค่ายแรก แต่อาจสูญเสียคนที่ใช้เวลา 100 ชั่วโมงไปกับ open world ของ Shadows

ชั้นที่สาม คือความเสี่ยงด้าน timing ปลายปี 2027 เป็นช่วงที่ตลาดเกมจะแน่นมาก GTA 6 จะเข้าปีสองที่ยังขายดีอยู่ คอนโซลรุ่นใหม่ทั้ง PS6 และ Xbox รุ่นถัดไปจะเริ่มเปิดตัว Hexe ต้องดีพอจะแย่งเวลาของผู้เล่นจากเกมเหล่านี้

แต่ในความเสี่ยงทั้งหมดนี้ ยังมีจุดที่น่ามองในแง่บวก

Hexe อยู่ในมือของทีมที่แฟนเชื่อใจที่สุดคนหนึ่งของ Ubisoft ฉากหลังเป็นยุคที่ AC ไม่เคยใช้มาก่อน ตัวเอกเป็นผู้หญิงในยุคที่ผู้หญิงไม่มีทางเลือก โทนเป็น horror ที่ AC ไม่เคยทำเต็มตัว และการกลับมาของ Ezio ในรูปแบบใหม่ ก็เป็น fan service ที่ตรงจุดที่สุดที่ Ubisoft สามารถทำได้

ถ้า Hexe ทำได้ดีจริง มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของ Ubisoft ยุคใหม่ ยุคที่กลับไปทำเกมที่ “เนื้อแน่น” มากกว่า “เยอะ”

ถ้าไม่สำเร็จ มันจะเป็นภาคที่ทำให้แฟน ๆ ต้องตั้งคำถามว่า ซีรีส์ที่อยู่มา 20 ปี ยังควรอยู่ต่อไปหรือไม่

ปิดท้าย

เราอยู่ในช่วงเวลาที่แปลกประหลาดของวงการเกม บริษัทที่เคยปล่อยเกมปีละสามภาค ตอนนี้ต้องดิ้นรนเพื่อปล่อยภาคเดียวให้ทันกรอบ และเกมที่เคยถูกพูดว่า “ทุกคนอยากเข้าร่วม” ก็เริ่มสูญเสียทีมไปเรื่อย ๆ

แต่บางครั้งงานที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็เกิดจากบริษัทที่หลังชนฝา ทีมที่รู้ว่าถ้าพลาดอีกครั้งจะไม่มีโอกาสครั้งที่สาม

Holy Roman Empire ในศตวรรษที่ 16 เป็นยุคของผู้คนที่ต้องเลือกระหว่างเงียบ หรือถูกเผา

Ubisoft ในปี 2026 ก็กำลังยืนอยู่ในจุดเดียวกัน

คำถามคือ Hexe จะเป็นไฟที่เผาบริษัท หรือจะเป็นเทียนเล่มแรกในยุคที่ AC กลับมาเป็นซีรีส์ที่คนรอคอยอีกครั้ง

คำตอบของเรื่องนี้ ต้องรออีก 18 เดือน

และอาจจะรอนานกว่านั้น