มีเกม indie ไม่กี่เกมที่สามารถเอาชื่อ Lovecraft มาแปะแล้วทำได้จริง ส่วนใหญ่ติดกับดักที่จะสร้างความน่ากลัว แต่ลืมว่าแก่นของวรรณกรรม Lovecraftian ไม่ใช่ monster ที่น่ากลัว หากแต่คือความรู้สึกว่ามนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล และจักรวาลนั้นใหญ่และเก่าแก่เกินกว่าที่เราจะเข้าใจ Call of the Elder Gods จาก Out of the Blue Games เข้าใจเรื่องนี้ดี และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมมันถึงน่าพูดถึง
จากทะเลสู่มหาวิทยาลัยที่มีปัญหา
ย้อนไปในปี 2020 Out of the Blue Games ปล่อย Call of the Sea ออกมาพร้อมกับ Xbox Series X รุ่นใหม่ และกลายเป็นความสำเร็จที่ไม่มีใครคาดไว้ เกม indie ที่เดินเรื่องในแนว period piece ผสม Lovecraftian mystery บน tropical island ทำให้สตูดิโอสเปนเล็กๆ นี้สร้างชื่อได้อย่างแข็งแกร่ง
หกปีถัดมา Call of the Elder Gods วางจำหน่ายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2026 เป็นภาคต่อโดยตรงที่ตั้งฉากห้าปีหลังเหตุการณ์ในภาคแรก แต่คราวนี้สถานที่ไม่ใช่เกาะแปลกตาอีกต่อไป
เรื่องราวเริ่มต้นที่ Miskatonic University สถาบันในจินตนาการที่ผู้อ่าน Lovecraft จะคุ้นเคยดี ศาสตราจารย์ Harry Everhart พยายามไม่สนใจเงาที่เขาเริ่มเห็นที่ขอบสายตา ขณะที่นักศึกษาสาวชื่อ Evangeline Drayton ถูกหลอกหลอนด้วยความฝันเกี่ยวกับโบราณวัตถุชิ้นหนึ่งที่ถูกค้นพบเมื่อสิบปีก่อน ทั้งสองออกตามหาความจริงและพบกับสิ่งที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์
ในภาคนี้ Norah ตัวละครจากภาคแรกที่ “ตายไปแล้ว” ยังคงปรากฏตัวในฐานะผู้บรรยายเรื่องที่มีไหวพริบและมุกตลกที่เหมาะเจาะ ทำให้บรรยากาศโดยรวมไม่ได้มืดหม่นจนเกินไป

ไม่ต้องเล่นภาคแรกก็ได้ แต่ถ้าเล่นมาจะดีกว่า
ผู้พัฒนายืนยันว่าทั้งสองเกมสามารถเล่นแยกจากกันได้ แต่สำหรับคนที่เล่นภาคแรกมาก่อน จะพบว่ามีทั้งการเชื่อมโยงด้านเนื้อเรื่องและระบบเกมที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งทำให้ประสบการณ์มีความลึกมากกว่า
เกมมีบทสรุปเหตุการณ์ภาคแรกให้ดูในช่วงต้น เผื่อสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ที่ยังไม่มีพื้นเดิม ซึ่งเป็นการออกแบบที่ถือว่าใจถึงพอสมควรสำหรับภาคต่อที่มักจะหลงลืมคนที่เพิ่งเริ่มต้น
ระบบเกมที่อยู่บน puzzle ล้วนๆ
Call of the Elder Gods เป็นเกม adventure แบบ first-person ที่ให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่อง บรรยากาศ และการไขปริศนา ผู้เล่นสามารถสลับตัวละครระหว่าง Harry และ Evangeline เพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนข้ามมิติของเวลาและพื้นที่
รูปแบบการเล่นส่วนใหญ่คือการสำรวจสภาพแวดล้อม เก็บข้อมูล และใช้สมุดบันทึกเพื่อรวบรวมเบาะแสทั้งหมดก่อนจะแก้ปริศนา บางครั้งความรู้สึกเหมือนอยู่ใน escape room ขนาดยักษ์ที่ต้องค่อยๆ ถอดรหัสทีละชั้น เมื่อแก้ได้ก็รู้สึกเหมือนเป็นอัจฉริยะ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของเกม puzzle ที่ออกแบบมาอย่างดี
ปริศนาส่วนใหญ่ออกแบบมาได้ยอดเยี่ยม โดยต้องอาศัยทั้งการสังเกตสภาพแวดล้อมเพื่อหาเบาะแสทางภาพและตัวอักษร รวมถึงการใช้ตรรกะเพื่อสรุปคำตอบ มีทั้ง Tower of Hanoi และปริศนาที่ต้องใช้เครื่องถอดรหัสแบบ Enigma ซึ่งให้ความรู้สึกเป็น classic อย่างแท้จริง
สถานที่ที่พาเดินทางรอบโลก
สิ่งที่ทำให้เกมนี้รู้สึกเป็น grand adventure ได้อย่างเต็มที่คือความหลากหลายของสถานที่ ตั้งแต่คฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่ซ่อนความลับไว้มากมาย ไปจนถึงฐานทัพนาซีเก่า และเดินทางไปถึงออสเตรเลีย ทั้งหมดนี้ถ่ายทอดบรรยากาศการผจญภัยแบบ Indiana Jones ได้อย่างเต็มที่ แต่ปราศจากการต่อสู้และ action
เกมดึงแรงบันดาลใจจาก Lovecraft หลายเรื่อง โดยเฉพาะ At the Mountains of Madness และ The Call of Cthulhu โดยมีฉากของเมืองโบราณที่แกะสลักอยู่ในตัวธรณีของดินแดนนั้นๆ ซึ่งให้ความรู้สึกเป็น cosmic scale ที่ดีมาก

งานภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ด้าน visual Call of the Elder Gods รักษาสไตล์เฉพาะตัวที่สร้างชื่อมาตั้งแต่ภาคแรก คือการผสมระหว่างความสมจริงกับองค์ประกอบที่เกินจินตนาการ ให้ความรู้สึกเหมือนนิยายภาพในยุคคลาสสิกที่ถูกแอนิเมตขึ้นมา ดนตรีประกอบก็เข้ากันได้ดีกับบรรยากาศและทิศทางของเรื่อง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับภาคแรกที่มีสีสันสดใสและโทนที่ออกไปทาง cartoon ภาคนี้รู้สึกมืดและเงียบกว่าบางส่วน และมีการใช้ภาพ cutscene แบบนิ่งเพื่อเล่าเรื่องมากขึ้น ซึ่งบางคนอาจรู้สึกว่าทำให้จังหวะลดลง
นักพากย์ Mara Junot และ Yuri Lowenthal ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมในการนำพาตัวละครหลักทั้งสองให้มีชีวิตขึ้นมา การแสดงเสียงในเกมนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปของ indie อย่างชัดเจน
จุดที่ต้องระวัง
ไม่ใช่ทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบ ระบบ hint ที่ให้คำใบ้ทีละขั้นตอนนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัว ในแง่บวกมันช่วยผู้เล่นที่ติดขัดได้จริง แต่ในแง่ลบมันน่าดึงดูดเกินไปจนยากจะต้านทาน ซึ่งอาจทำให้ประสบการณ์การแก้ปริศนาสั้นลงกว่าที่ควร อาจเป็นการออกแบบที่ดีกว่าถ้าจำกัดจำนวนครั้งที่ใช้ได้ต่อบท
ยิ่งไปกว่านั้น บางปริศนาในช่วงท้ายเกมขยับเข้าสู่ระดับที่คลุมเครือ มีกรณีหนึ่งที่นักวิจารณ์ยังไม่เข้าใจคำเฉลยแม้ใช้ระบบ hint ไปแล้ว ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าเป็นปัญหาจาก bug หรือเป็นการออกแบบที่คนทำเกมตั้งใจ
โทนของเกมโน้มเอียงไปทาง pulp horror แบบนิยายลึกลับราคาถูก น้ำเสียงในการแสดงออกมาในแนว theatrical ที่เกินจริงเล็กน้อย ซึ่งจะถูกหรือผิดใจขึ้นอยู่กับว่าผู้เล่นชอบสไตล์นั้นหรือเปล่า

คะแนนจากนักวิจารณ์และการวางจำหน่าย
เกมได้รับคะแนน 8/10 จาก IGN โดยถูกระบุว่าทำได้ดีในแง่ emotional core และการออกแบบปริศนา และได้ 10/10 จาก Dualshockers ที่เรียกว่าเป็นหนึ่งในเกมที่โดดเด่นที่สุดของปี รวมถึง 8.5/10 จาก But Why Tho
เกมวางจำหน่ายบน Xbox, PC, PS5 และ Nintendo Switch 2 โดยบน Xbox Game Pass นั้นเปิดให้เล่นตั้งแต่วันแรกที่วางจำหน่ายโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
ระยะเวลาเล่นจนจบอยู่ที่ราวเจ็ดถึงแปดชั่วโมง ซึ่งสำหรับเกม puzzle narrative ถือว่าเหมาะสมมาก ไม่ยาวจนน่าเบื่อ แต่ก็ไม่สั้นจนรู้สึกว่าไม่คุ้ม
ทำไมเกมนี้ถึงควรอยู่ในรายชื่อ
Call of the Elder Gods ไม่ได้อยากเป็นอะไรมากกว่าที่มันเป็น มันรู้จักตัวเองดี เป็นเกม puzzle adventure ที่เดินเรื่องอย่างช้าๆ มีสไตล์ชัดเจน และพยักหน้าให้กับแรงบันดาลใจอย่างรอบรู้ ไม่ได้พยายามเอาชนะ AAA และไม่ได้ทำตัวเหมือนว่าตัวเองเป็น AAA
สิ่งที่นักวิจารณ์หลายสำนักชื่นชมตรงกันคือการที่เกมผสาน Lovecraft mythology เข้ากับโทนที่ไม่ได้พึ่งความน่ากลัวเป็นหลัก แต่เลือกใช้ความลึกลับและความรู้สึกสยองอย่างช้าๆ ที่สะสมมาตลอดทั้งเกมแทน และการออกแบบ art direction กับ soundtrack ก็ทำให้เกมมีเอกลักษณ์ที่ยากจะสับสนกับเกมอื่น
สำหรับคนที่โตมากับความรู้สึกว่าการนั่งแก้ปริศนาในโลกที่ออกแบบมาอย่างประณีตคือความสุข Call of the Elder Gods คือเกมที่ทำเพื่อพวกคุณโดยเฉพาะ



